Truth About Feed Cost

 

ความจริงที่ว่าคุณภาพย่อมมาพร้อมกับราคา แน่นอนว่าอาหารสุนัขก็เช่นกัน อาหารยี่ห้อดีๆ คุณภาพสูงๆ ผลิตจากวัตถุดิบชั้นยอด มีคุณค่าทางโภชนาครบถ้วน และเหมาะสมตรงต่อความต้องการของสุนัข หลายท่านทราบว่าอาหารเหล่านี้ดีมากอยากซื้อให้เด็กๆที่บ้านทานเหมือนกัน ติดตรงที่ว่าราคาต่อหน่วยออกจะสูงไปหน่อย คงต้องขอผ่านก่อน แต่ความจริงแล้วมันแพงขนาดนั้นเลยหรือ ?

ก่อนอื่นขอเรียนออกตัวก่อนว่าบทความ และการเปรียบเทียบในครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะเชียร์ หรือไม่สนับสนุนยี่ห้อหนึ่งยี่ห้อใด เป็นเพียงการให้ข้อมูลในเชิงเปรียบเทียบเรื่องค่าอาหารของเด็กๆเท่านั้น โดยในบทความนี้จะไม่ขอพูดเรื่องคุณภาพ หรือคุณค่าทางโภชนา แต่จะขอนำเสนอแต่เรื่องของราคา และค่าใช้จ่ายเรื่องค่าอาหารเท่านั้น

เหตุที่ทำข้อมูลเชิงเปรียบเทียบนี้ขึ้นมาเนื่องจากเมื่อหลายวันก่อนมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมเพจๆหนึ่ง ซึ่งเปิดให้ผู้คนเข้ามาติดตามความเคลื่อนไหวของเด็กๆที่บ้านของเจ้าของเพจนั้น มีอยู่โพสต์หนึ่งที่มีการแสดงให้เห็นว่าเด็กๆที่บ้านนี้ทานอาหารยี่ห้อดัง ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นอาหารสุนัขอันดับหนึ่ง คงพอเดาออกใช่มั๊ยครับว่าเป็น Orijen มีผู้ปกครองท่านหนึ่งเข้ามาแสดงความคิดเห็น "รู้ว่าอาหารจำพวกนี้ดีมาก แต่คงซื้อให้ลูกทานไม่ไหว" มีรู้สึกว่าผู้ปกครองท่านนี้อาจมองเพียงด้านเดียวคือเรื่องของราคาต่อหน่วย ยังไม่ได้มองเข้าไปให้เห็นถึงความเป็นจริงอีกบางประการที่หลายคนมองข้าม หรือไม่ทันได้คิด ดังนั้นเลยได้ทำการเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นถึงค่าอาหารของเด็กๆในอีกแง่มุมหนึ่ง

การเปรียบเทียบในครั้งนี้ใช้อาหารทั้งหมด 5 ชนิดด้วยกันคือ

1. Hill's Science Diet Adult Large Breed

2. Royal Canin Labrador Retriever Adult

3. Pro Plan Optilife Large Adult

4. Canagan Free Run Chicken For Dog

5. Acana Wild Prairie Reginal Formular

โดยชนิดที่ 1-3 ผู้คนทั่วไปมักเรียกว่าอาหารเกรดพรีเมี่ยม ที่เลือกอาหาร 3 ชนิดนี้มาเพราะจากการพูดคุยกับลูกค้าของเราตั้งแต่เริ่มเปิดร้านมา ส่วนใหญ่มีทั้งที่เคยให้ หรือกำลังให้อาหารหนึ่งในสามชนิดที่ว่านี้อยู่ จึงคิดว่าเป็นอาหารที่มีผู้นิยมใช้มากเลยทีเดียว

ส่วนชนิดที่ 4 และ 5 เราจะรู้จักกันว่าเป็นอาหารสูตร Grain Free หรือปราศจากธัญพืช ที่หยิบยกเอาสองชนิดนี้มาเพราะเป็นอาหารที่มีคุณภาพสูง จัดเป็นอาหารชั้นนำที่ยอมรับจากทั่วโลก จะเป็นรองเพียงแค่พี่ใหญ่อย่าง Orijen เท่านั้น ซึ่งต้องยกไว้ให้เค้าเพราะ orijen คืออันดับหนึ่งของโลกแล้ว

ตารางต่อไปนี้คือปริมาณการให้อาหารตามที่ผู้ผลิตอาหารแต่ละชนิดแนะนำ ตามลำดับชนิดอาหาร 1-5 

 

 
เหตุที่นำเอาสุนัขสายพันธุ์ใหญ่มาทำการเปรียบเทียบก็เพื่อให้ได้เห็นถึงตัวเลขที่ชัดเจนขึ้น อีกทั้งผู้ปกครองที่เลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่ค่อนข้างมีความกังวลกับค่าอาหารของพวกเค้า ต่างจากบ้านที่เลี้ยงสุนัขพันธุ์เล็กมักไม่มีปัญหาค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร แต่จะกังวลเกี่ยวกับขนาดของเม็ดอาหารมากกว่า เพราะในตลาดบ้านเราอาหารที่มีขนาดเม็ดเล็กมีค่อนข้างน้อย

ส่วนสุนัขที่นำมาเป็นตุ๊กตาในการเปรียบเทียบในครั้งนี้ ขอเอาที่ใกล้ตัวคือ เต้าหู้ ลูกชายคนโต Labrador Retriever อายุ ขวบครึ่ง น้ำหนักอยู่ในช่วง 35-36 Kg. มีกิจกรรม หรือออกกำลังกายในระดับปานกลางค่อนลงมาทางต่ำ คือหนึ่งหรือน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อวัน ดังปริมาณอาหารที่ให้เต้าหู้ต่อวันในกรอบ และตัวเลขสีแดงของตาราง Feeding Guide

ตารางด้านล่างนี้เปรียบเทียบให้เห็นถึงการคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับค่าอาหารของเต้าหู้ต่อวัน รวมไปถึงต่อเดือน หากให้เต้าหู้ทานอาหารในแต่ละชนิดตามปริมาณที่ผู้ผลิตแนะนำ จากตารางจะเห็นว่าราคาอาหารต่อหน่วยของชนิดที่ 1-3 แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ส่วนชนิดที่ 4 และ 5 ราคาจะต่างจาก 3 ชนิดแรกเกือบเท่าตัวทั้งที่มีขนาดบรรจุพอๆกัน เมื่อเราคำนวณราคาอาหารทั้ง 5 ชนิดออกมาเป็นต่อกิโลกรัม และต่อกรัม แล้วนำมาคูณเข้ากับปริมาณอาหารที่ต้องทานในแต่ละชนิดแล้ว พบว่าค่าอาหารต่อวัน ตลอดจนต่อเดือนของเต้าหู้แทบไม่แตกต่างกันเลย สูงสุดอยู่ที่ 4.53 บาทต่อวันเท่านั้น เมื่อเทียบกันระหว่างค่าอาหารที่ต่ำสุดกับสูงสุด คือชนิดที่ 1 กับชนิดที่ 4 อีกทั้งต่อหน่วยแล้วอาหารชนิดที่ 4 และ 5 ยังสามารถทานได้นานกว่า 3 ชนิดแรกอย่างน้อย 10 วันขึ้นไป ดังที่แสดงให้เห็นใน 3 ช่องสุดท้ายของตาราง

อะไร ? คือตัวแปรหลักที่ทำให้ค่าอาหารของทั้ง 5 ชนิดที่เต้าหู้ทานไม่ได้แตกต่างกันมากเหมือนราคาต่อหน่วย ตัวแปรที่ว่านั้นก็คือปริมาณอาหารที่ให้ต่อวันของอาหารละชนิดนั้นไม่เท่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นได้ชัดคืออาหารชนิดที่ 4 และ 5 ที่ผู้ผลิตแนะนำให้ทานในปริมาณที่น้อยกว่าอาหารชนิดที่ 1-3 ส่วนเพราะอะไรถึงทานน้อยกว่า ดังที่เรียนไว้ข้างต้นแล้วว่าวันนี้จะไม่พูดถึงเรื่องของคุณภาพ และคุณค่าทางโภขนาการ ไว้โอกาสหน้าจะมาขยายความให้อีกครั้ง แต่ทั้งนี้ผู้ปกครองสามารถหาคำตอบได้จากเว็ปไซต์ของผู้ผลิตอาหาร หรือของทางร้านเองแล้วท่านจะเข้าใจว่าทำไม

บทสรุปคือ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอาหารในแต่ละชนิดที่ท่านคิดอยากจะซื้อหาให้กับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนผสมหรือวัตถุดิบ คุณค่าทางโภชนาการ ความเหมาะสมต่อช่วงวัย รวมไปถึงปริมาณการให้อาหารให้ถี่ถ้วนก่อน ทางร้านมักเน้นย้ำกับลูกค้าอยู่เสมอว่าอย่าให้อาหารมากเกินกว่าที่ผู้ผลิตแนะนำ เพราะไม่เกิดผลดีเลย แต่กลับจะส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่า ดังนั้นอุปกรณ์ที่ควรมีคือตราชั่งขนาดเล็ก หรือถ้วยสำหรับตวงอาหาร

วันนี้ท่านลองพลิกข้างถุงดูปริมาณการให้อาหารที่แนะนำ หรือปริมาณอาหารต่อวันที่ให้เด็กๆอยู่ นำมาคำนวณตามตารางตัวอย่างข้างต้นนี้ เชื่อเหลือเกินว่าท่านจะได้พบคำตอบว่า อาหารดีๆ ที่ว่าราคาสูงๆ ก็ไม่ได้แพงอะไรเลย แค่รู้ว่าควรต้องใช้อย่างไร

ที่มาของข้อมูล : www.hillspet.com, www.royalcanin.com, www.proplannutrition.com.au, www.canagan.co.uk, www.acana.com